ยืนยันแล้ว! iPhone X หน้าจอ Super Retina ไร้ขอบ ไร้ปุ่มโฮม ปลดล็อคด้วยใบหน้า

Published on September 13, 2017

เป็นไปตามข่าวลือที่ออกมาว่านอกเหนือจาก iPhone 8 และ 8 Plus แล้ว Apple ยังวางแผนที่จะเปิดตัว iPhone เพิ่มอีกหนึ่งรุ่นหรือนั่นก็คือ iPhone X นั่นเอง ซึ่งตามรูปร่างดีไซน์ที่ออกมาก็ตามที่คาดเดากัน ว่าจะใช้หน้าจอไร้ขอบ ไร้ปุ่มโฮม แต่หลังจากเปิดตัวจริงแล้วถือว่ามีความสามารถอื่นๆอีกมากมายที่น่าสนใจไม่น้อยเลย

สำหรับดีไซน์ภายนอกของ iPhone X นั้น ใช้วัสดุเป็นกระจกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หน้าจอเป็น Super Retina ขนาด 5.8 นิ้ว ความละเอียด 2,436 x 1,125 458ppi รองรับการแสดงผลแบบ HDR และ 3D Touch

ตัวเครื่องกันน้ำและฝุ่น ลำโพง Dolby แบบ Stereo สามารถเรียกใช้งาน Siri ได้ง่ายๆเพียงกดปุ่มด้านข้างของตัวเครื่อง

ชิปประมวลผล A11 Bionic neural engine ทำงานกัน AI ได้ดีกว่าเดิม รองรับ Bluetooth 5.0

และที่ฮือฮาที่สุดคงเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกเสียจากความสามารถใหม่ในการปลดล็อคตัวเครื่องด้วยใบหน้า หรือที่ Apple เรียกว่า Face ID นั่นเอง

โดยด้านหน้าของตัวเครื่อง iPhone X จะมีกล้อง Infrared เพื่อตรวจสอบระยะความติื้น-ลึกของใบหน้า ป้องกันการสแกนใบหน้าด้วยรูปถ่าย รวมถึงรองรับบริการยืนยัน Apple Pay ด้วยใบหน้าอีกด้วย และอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ Animoji

Animoji คือ Emoji ที่จะเคลื่อนไหวได้ตามทิศทางใบหน้าของเรา ซึ่งสามารถตรวจจับใบหน้าและเปลี่ยนอารมณ์ของ Animoji ไปตามใบหน้าของเราได้ด้วย นอกจากนี้ยังสามารถบันทึกข้อความเสียงให้แสดงผ่าน Animoji ได้อีกด้วย

มาถึงในส่วนของกล้องหลัง iPhone X มาพร้อมกล้องหลังคู่ 12 ล้านพิกเซลเท่าเดิม แต่มีขนาดเซ็นเซอร์รับภาพที่ใหญ่กว่าเดิม และรูรับแสงกว้างกว่าใน iPhone 8 Plus เล็กน้อย จากเดิม f/1.8 และ f/2.8 ใน iPhone Xเปลี่ยนเป็น f/1.8 และ f/2.4 นั่นเอง มาพร้อมไฟแฟลช True Tone จำนวน 4 ตัว กล้องหน้ามีโหมด Portrait Lighting

ในส่วนของแบตเตอร์รี่ Apple ประกาศว่าแบตเตอร์รี่ของ iPhone X สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่า iPhone 7 ถึง 2 ชั่วโมงด้วยกัน นอกจากนี้ iPhone X ยังรองรับการชาร์ตแบบไร้สายมาตรฐาน Qi อีกด้วย

เรื่องราคา iPhone X มีออกมาทั้งหมด 2 ความจุได้แก่ 64 GB และ 256 GB โดยสำหรับเวอร์ชั่น 64 GB ราคาเริ่มต้นที่ 999 USD (ประมาณ 33,000 บาท) และ 256 GB ราคาอยู่ที่ 1,149 USD (ประมาณ 38,000 บาท) เริ่มเปิดให้พรีออเดอร์กันในวันที่ 27 ตุลาคม และวางจำหน่ายจริง 3 พฤศจิกายน มีให้เลือกทั้งหมดสองสี ได้แก่ Space grey และ Silver

สุดท้าย Apple ยังได้เปิดตัวแท่นชาร์ตไร้สาย AirPower อีกด้วย สำหรับแท่นชาร์ตไร้สายตัวนี้ เมื่อนำอุปกรณ์ต่างๆของ Apple ไปชาร์ตพร้อมกับ iPhone จะมีสถานะแจ้งเตือนขึ้นบนหน้าจอของ iPhone ด้วยว่าขณะนี้มีอุปกรณ์ใดบ้างที่กำลังชาร์ตอยู่บนแท่น AirPower ซึ่งสร้างความฮือฮาในงานเปิดตัวไม่น้อยเหมือนกัน

ที่มา www.theverge.com