แชร์ประสบการณ์ การถ่ายภาพแสงเหนือ

Published on July 16, 2017

แชร์ประสบการณ์การถ่ายภาพแสงเหนือ

** คำเตือนบล็อกนี้เนื้อหายาวมากและมีรูปเยอะมาก โปรดใช้ 3Gและ 4G ของท่านด้วยความระมัดระวัง **

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-8-%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87_98

ผมมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวยังประเทศนอร์เวย์ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2559 ซึ่งเค้าเรียกการท่องเที่ยวครั้งนี้ว่า ทริปล่าแสงเหนือ เป็นการท่องเที่ยวชมไฮไลท์ของธรรมชาติอย่างหนึ่งที่มีผู้คนชื่นชอบกันมาก การชมแสงเหนือเหมือนกับชมการแสดงแสงสีของขั้วโลกเหนือในยามค่ำคืน ที่สวยงามตระการตา หลายคนตั้งเป็นเป้าหมายครั้งหนึ่งในชีวิต ว่าต้องเดินทางไปพิชิตแสงเหนือให้ได้ แล้ว…แสงเหนือคืออะไร! ทำไมเราต้องล่ามัน! ก่อนอื่นต้องอธิบายให้เข้าใจกันก่อน

DCIM101GOPROGOPR0054.JPG

ภาพแสงเหนือภาพนี้ ถ่ายโดยคุณหวาน ภรรยาผมเอง ภาพนี้ใช้ Gopro 5 โหมด Night photo ปรับตั้ง ISO800 Shutter 30sec

แสงเหนือคืออะไร!

อธิบายให้เข้าใจได้สั้นๆง่ายง่ายๆดังนี้
สนามแม่เหล็ก + อนุภาคไฟฟ้า + ปฏิกิริยาก๊าซในอากาศ = แสงเหนือ

1-622

เครดิตภาพจาก http://www.vcharkarn.com
โลกของเรามีแกนเป็นขั้วแม่เหล็
กอยู่สองแกน นั่นก็คือขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้ ที่เค้าเรียกว่าขั้วเพราะว่ามันเป็นแกนของสนามแม่เหล็ก ที่ทั้งดูดและปล่อยพลังสนามแม่เหล็กออกมาเป็นเกราะคอยปกป้องโลกจากรังสีของลมสุริยะจากดวงอาทิตย์ เป็นต้นเหตุที่ทำให้เรามีแรงดึงดูด มีชั้นบรรยากาศ และมีอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับสิ่งมีชีวิต และยังเป็นเหตุผลว่าทำไมเข็มทิศจึงชีไปยังทิศเหนือ บริเวณรอบๆสองแกนนี้ จะมีพลังสนามแม่เหล็กที่เข้มข้นสูงมาก มันจะดึงดูดเอาอนุภาคประจุไฟฟ้าที่ลอยปะปนมากับแสงอาทิตย์มารวมตัวกันอยู่ที่บริเวณนี้ เมื่ออนุภาคประจุไฟฟ้ามารวมตัวกันหนาแน่นมันก็จะทำปฏิกิริยากับก๊าซที่อยู่ในอากาศ เช่น ออกซิเจน หรือ ไนโตรเจน ก่อให้เกิดเป็นคลื่นแสงสีเขียวในยามค่ำคืน ที่เค้าเรียกกันว่า Aurora light หรือ แสงเหนือ นั่นเอง เมื่อเข้าใจตามทฤษฎีการเกิดของ Aurora light แล้ว จะรู้ได้ว่าแสงแบบนี้จะเกิดขึ้นบริเวณพื้นที่แถบขั้วโลกเท่านั้น ถ้าเกิดขึ้นที่ขั้วโลกเหนือก็เรียกว่า แสงเหนือ ถ้าเกิดขึ้นที่ขั้วโลกใต้ก็เรียกว่า แสงใต้ แต่ที่คนส่วนใหญ่เรียกมันว่าแสงเหนือ ไม่ค่อยเรียกว่าแสงใต้ อันนี้ผมเข้าใจเอาเองว่าคงเป็นเพราะไม่มีใครเดินทางไปดูแสงแบบนี้ที่ขั้วโลกใต้เพราะมันเดินทางไปลำบาก ไปดูออโรร่าที่ขั้วโลกเหนือน่าจะง่ายกว่าก็เลยเรียกกันว่าแสงเหนือจนติดปาก

p1070887

แสงเหนือเป็นแบบนี้…สวยมั้ย.. รูปนี้ถ่ายด้วย Panasonic GH4 เลนส์ 12-40 F2.8 ISO800 Shutter 6sec

แสงเหนือไม่ได้มีสีเขียวอย่างเดียวนะครับ

แสงสีเขียวที่เราเห็นนั้นคืออนุภาคประจุไฟฟ้าทำปฏิกิริยากับออกซิเจน แต่ถ้าประจุไฟฟ้ามันเข้มข้นสูงยิ่งกว่านั้นอีกมันจะเลยเถิดไปทำปฏิกิริยากับก๊าซไนโตรเจน จะทำให้เราเห็นแสงเหนือที่มีสีที่เปลี่ยนไป เป็นสีฟ้าสีม่วงหรือกลายเป็นสีแดงไปเลยก็มี

www-express-co_-uk-guz_best_light_display-00-464687

อันนี้คือสุดยอดของภาพแสงเหนือ คืออนุภาคไฟฟ้าทำปฏิกิริยาทั้งออกซิเจนและไนโตรเจนในอากาศ ออกมาเป็นแสงที่มีหลายสีมากๆ ทั้งเขียว ฟ้า ม่วง และแดง ใครเจอแบบนี้รับรอง ฟินนน…

เครดิตภาพ www.express.co.uk

25591119_9736

ภาพนี้ เครดิตคุณ Tai Pasaraporn เพื่อนร่วมทริป เป็นภาพที่สมบูรณ์แบบมากๆ สไตล์ NightScape ท้องฟ้าและพื้นที่ทั้งหมดสว่างเพราะมีแสงจันทร์ แสงเหนือมีทั้งสีเขียวและฟ้าอมม่วง และเห็นนางแบบ(คุณชิง)เพื่อนร่วมทริปโพสท่ายืนอยู่ในภาพสว่างเห็นได้ชัดเจน

แล้วทำไมต้อง”ล่าแสงเหนือ”

ที่ต้องใช้คำว่า “ล่าแสงเหนือ” เพราะว่าแสงเหนือนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้เห็นกันง่ายๆครับ ถึงแม้ว่าเราจะเดินทางไปบริเวณขั้วโลกเหนือ ก็ใช่ว่าจะเห็นแสงเหนือได้ทันที การจะเห็นแสงเหนือได้ต้องอยู่ในช่วงฤดูที่เหมาะสม จึงจะมีค่าความเข้มข้นของแสงสูง แล้วยังมีเรื่องของท้องฟ้าเปิดโล่งพอหรือไม่ ถ้ามีเมฆมากก็ดูไม่ได้ ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะดูแสงเหนือได้ก็คือเดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงหน้าหนาวของประเทศทางยุโรปและทวีปอเมริกาตอนเหนือ เป็นช่วงเวลาที่มีกลางคืนยาวนานกว่ากลางวัน ในคืนที่ท้องฟ้าเปิดโล่งไม่มีเมฆและมีค่าความเข้มข้นของแสงเหนือสูงจึงจะเป็นวันที่เราสามารถเห็นแสงเหนือได้ เพราะฉะนั้นบางคนที่ตั้งใจเดินทางไปเพื่อที่จะดูแสงเหนือ ถ้าองค์ประกอบปัจจัยไม่ครบก็จะไม่ได้เห็น ถึงกับมีคำพูดที่ว่า ถ้าหากมีโชคและวาสนาไม่มากพอ(ขนาดนั้น!!) เราก็จะไม่ได้เห็นแสงเหนือ และอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ต้องใช้คำว่า ล่า กันเลยก็เพราะว่า การถ่ายภาพแสงเหนือนั้นเป็นอะไรที่ค่อนข้างยาก ต้องมีอุปกรณ์ที่เหมาะสม ต้องใช้ความรู้และประสบการณ์พอสมควร นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายคนอยากจะล่าแสงเหนือให้สำเร็จ ถือเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าครั้งหนึ่งในชีวิต

เตรียมตัวก่อนไปล่าแสงเหนือ

เตรียมอุปกรณ์

1392621510

กล้อง

การถ่ายภาพแสงเหนือต้องมีการปรับตั้งค่าของกล้องมากพอสมควร กล้องที่ใช้ควรจะเป็นกล้องที่สามารถตั้งค่าแบบแมนนวลได้ จะเลือกใช้เป็นกล้องคอมแพค หรือมิลเลอร์เลส หรือดีเอสแอลอาร์ก็ได้ตามถนัด ขอแค่มันทำได้สามอย่างนี้
1. ตั้งสปีดชัตเตอร์ได้ 1-30 วินาที
2. มีหมวด manual ตั้งค่า ชัตเตอร์ รูรับแสง โฟกัส ได้ตามต้องการ
3. ปรับโฟกัสเป็นแบบ แมนนวล (หมุนเอง)ได้
งานนี้ผมเอาเจ้า Panasonic GH4 มิลเลอร์เลสตัวเขื่องคู่ใจผมไป คิดว่าน่าจะใช้งานได้

เลนส์

เลนส์ที่ใช้ถ่ายแสงเหนือ ควรจะเลือกใช้เลนส์ที่มีค่ารูรับแสงกว้างมากๆ F2.8 เป็นอย่างน้อย ถ้าได้ F1.8 ได้ยิ่งดี คุณจะมีโอกาสในการถ่ายได้ภาพสวยๆมากยิ่งขึ้น เพราะค่า F ที่กว้างมากๆ จะช่วยให้เราลดเวลาชัตเตอร์ลงได้ และลดค่า ISO ลงได้ ระยะเลนส์ก็สำคัญมาก ควรจะกว้างที่สุดเท่าที่จะหาได้ Wide หรือ Fisheye ไปเลย เพราะเวลาแสงเหนือมันเกิดขึ้น มันอาจจะทอดยาวเป็นแนวพาดผ่านท้องฟ้า ถ้าเลนส์เราระยะไม่กว้างมากพอ ก็จะเก็บภาพแสงเหนือได้ไม่ครบทั้งแนว คิดถึงเรื่องนี้ไว้ด้วยก่อนเดินทางไป ยิ่งเก็บภาพท้องฟ้าได้กว้างเท่าไหร่ ภาพยิ่งสวยเท่านั้น

** ถามว่า กล้องธรรมดาๆ เลนส์ F ไม่กว้างมาก ระยะก็ไม่กว้างมาก ถ่ายได้มั้ย ถ่ายได้ครับ แต่ผมบอกเลยภาพที่ได้มันจะเหมือนมีข้อจำกัดอยู่ มันจะทำให้คุณรู้สึกว่าถ่ายได้ไม่สุด ถ้าหากคุณไม่เน้นความสุดขนาดนั้น ต้องการแค่ถ่ายสนุกๆเอาประสบการณ์ กล้องอะไรก็ได้ครับ แต่ถ้าคุณมีโอกาสได้ไปทั้งที ถึงแม้จะไม่มีกล้องดีๆ เลนส์เจ๋งๆ ไม่สามารถลงทุนซื้อได้ ลองหาเช่า หรือ ยืมเพื่อนดูครับ เพราะพอไปถึงที่โน่นแล้ว คุณจะได้ไม่รู้สึกเสียดาย เมื่อเราได้เตรียมตัวมาอย่างดีที่สุดแล้ว **

 

chk_jschl

คำถาม: กล้องมือถือถ่ายได้มั้ย!!

จากข้อมูลที่อ่านมาหลายๆแห่ง บอกว่าแสงเหนือไม่สามารถถ่ายได้ด้วยโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่เป็นไรยังไงเราก็ต้องเอามือถือไปอยู่แล้ว เดี๋ยวไปถึงโน่นผมจะลองถ่ายดู อ่านตอนท้ายบทความนี้คุณจะรู้ว่า มือถือถ่ายแสงเหนือได้หรือไม่…

https-_blueprint-api-production-s3-amazonaws-com_uploads_card_image_215247_27235497_hero5_black_theframe_0_master

คำถาม : Gopro ถ่ายได้มั้ย!!

คำตอบคือ ถ่ายได้ครับ ดีเลยแหละ!!! อยากจะบอกว่า Gopro เป็นกล้องที่ถ่ายแสงเหนือได้ง่ายที่สุด และได้ภาพถ่ายออกมาชัวร์ที่สุด เพราะอะไร!! เพราะว่ากล้องแอคชั่นแคมอย่าง Gopro เป็นกล้องที่มีระยะโฟกัสแบบ infinity ชัดลึกแบบสุดๆ แถมยังมีมุมภาพที่กว้างสุดๆ ภาพแสงเหนือที่ถ่ายด้วยกล้อง Gopro จึงออกมาได้ภาพที่กว้างเต็มท้องฟ้าและมีโฟกัสที่คมชัดอย่างแน่นอน พลาดยากมากๆ หรือใครมีกล้องแอคชั่นแคมยี่ห้ออะไรก็ได้ที่สามารถตั้งค่า iso ได้ถึง 1600 ตั้งสปีดชัตเตอร์ได้ระดับ 30 วินาที ก็ถ่ายแสงเหนือได้ครับ ใครมีGoproเอาไปด้วยเลยครับ หาขาตั้งอันเล็กๆ แข็งแรงๆไปด้วย เพราะนอกจากมันจะเป็นกล้องเสริมที่คุณได้ภาพแน่ๆ มันยังสามารถใช้ทำลูกเล่นแปลกๆ เช่นการถ่ายแบบ Night lapse ให้คุณสนุกกับการถ่ายได้ ทริปนี้ผมเอา Gopro HERO 5 ตัวใหม่ล่าสุดไปด้วย ดังที่ได้เห็นภาพไปด้านบนแล้ว ถ่ายง่ายขนาดไหน ภรรยาผมยังถ่ายได้เลย…

สายลั่นชัตเตอร์

ถ้ามี เอาไปด้วย… ถ่าย long shutter ต้องลั่นชัตเตอร์แบบกล้องนิ่งๆ แต่ถ้าไม่มี ไม่เป็นไร.. ตั้ง timer เอาได้ เสียเวลาเพิ่มนิดหน่อย

ขาตั้งกล้อง

ขาตั้งกล้อง อันนี้สำคัญมาก เพราะเรากำลังจะถ่ายภาพแบบ long shutter ต้องตั้งกล้องให้นิ่งแล้วถ่ายเปิดชัตเตอร์เป็นเวลานานๆ ขาตั้งกล้องจึงเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้เลย งานนี้ผมมีข้อคิดนึงที่จะเตือนทุกท่าน ไม่ได้ชวนให้ฟุ่มเฟือยนะ แต่จะบอกว่าขาตั้งกล้องป้อกแป้กแบบบางๆอันละ 300-400 บาท ไม่เวิร์คครับ ลมที่นั่นแรงมากๆ ถ้าขาตั้งกล้องไม่มั่นคงแข็งแรงจริงๆ ถ่ายออกมาภาพอาจจะสั่นไหว สั่นนิดเดียวมองด้วยตาไม่ออกภาพก็ไม่โฟกัสแล้ว แล้วคุณก็ต้องมานั่งงกับการตั้งโฟกัสของคุณเองว่า เอ..เราก็วัดโฟกัสถูกต้องแล้วนี่หว่า ทำไมภาพไม่ชัด จริงๆแล้วตกม้าตายตรงขาตั้งกล้องมันไม่นิ่งครับ หรือถ้าคุณโชคร้ายแบบสุดๆ ขาตั้งกล้องอันเบาโหวงของคุณก็จะเจอลมพัดแรงจนกล้องล้มกระแทกพื้น กล้องแตกไปเลยก็เห็นคาตามาแล้วกับเพื่อนร่วมทริปของผม ไม่คุ้มเลยจริงๆขอบอก… แล้วพอคุณไปอยู่ในเหตุการณ์จริงที่โน่นแล้วคุณจะอยากเขกหัวตัวเองที่ไม่หาขาตั้งกล้องดีๆมา

ไฟฉาย

สุดท้ายคือ ไฟฉาย ครับ ของสำคัญที่ต้องมี อันเล็กๆ ใช้ได้นานๆ พกง่ายๆ โยนใส่กระเป๋าไปก่อน เดี๋ยวจะบอกว่ามันสำคัญยังไง

หาข้อมูลก่อนไป

หลังจากเตรียมอุปกรณ์แล้วก็ต้องทำการศึกษาข้อมูลด้วย เพราะได้ยินคำร่ำลือว่าว่าจะเห็นแสงเหนือก็ยากแล้ว แต่ที่ยากกว่าคือถ่ายภาพแสงเหนือให้ติด ก็เลยต้องศึกษาหาข้อมูลก่อน เปิดดูบทความตามเว็บต่างๆ ข้อมูลแรกๆที่ได้มาคือ แสงเหนือ ของจริงไม่เหมือนในภาพถ่าย บางข้อมูลบอกว่า แสงเหนือเห็นไม่ได้ด้วยตาเปล่า..

เฮ้ย!! มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแล้วจะไปดูทำไม!!

นี่คือคำถามแรกที่เกิดขึ้นในหัวสมองผม ข้อมูลในเว็บบอกว่า ภาพที่เราเห็นเป็นแสงสีเขียวอยู่บนท้องฟ้า เกิดจากขบวนการบันทึกภาพของกล้องทำให้เห็นเป็นสีเขียว จริงดิ!! อ้าว…แล้วของจริงไม่เป็นสีเขียวแล้วมันเป็นสีอะไร แถมขั้นตอนการถ่ายภาพก็เยอะพอสมควร ต้องตั้งค่า iso สปีดชัตเตอร์ และปรับโฟกัสให้เหมาะสม จึงจะถ่ายภาพแสงเหนือออกมาได้สวยงาม ดังนั้น พอมองแสงเหนือด้วยตาเปล่าไม่เห็น เค้าก็สอนว่า ก่อนการถ่ายต้องมีการสุ่มยิงกล้องขึ้นไปบนท้องฟ้าดูก่อน ถ้าเห็นสีเขียวๆลางๆก็ลงมือตั้งกล้องได้เลย ได้ข้อมูลสรุปมาคร่าวๆแบบนี้ก็รู้สึกว่า อืมม การถ่ายแสงเหนือนี่มันยากเหมือนกันนะ ความจริงเป็นยังไงผมจะบอกตอนท้าย

สิ่งสำคัญก่อนไปคือ ..ซ้อม…

การซักซ้อม เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องทำก่อนไปครับ อันนี้สำคัญมากพอๆกับอุปกรณ์และความรู้ที่ศึกษาเลย เพราะพอคุณไปอ่านข้อมูลแล้วถ้าไม่ลองปฏิบัติจริง มันจะไม่จำขึ้นใจครับ พอไปถึงแสงเหนืออยู่ตรงหน้า คุณจะงกๆเงิ่นๆ ทำอะไรไม่ถูกเลย บางคนอาจคิดว่า ไปถึงแล้วค่อยลองผิดลองถูกก็ได้มั้ง ผมจะบอกอะไรให้ แสงเหนือที่อยู่ตรงหน้าคุณ มันอาจจะมาเต้นระบำให้คุณเห็นแค่ 5-10 นาที ถ้าคุณไม่พร้อมทันทีคุณถ่ายไม่ทันแน่ๆ แล้วมันอาจจะเป็นแสงเหนือครั้งเดียวในทริปนั้นก็ได้ถ้าหากคุณโชคร้าย แล้วของจริงอากาศก็ยิ่งหนาวๆ ใส่เสื้อกันหนาวเทอะทะ ตัวอ้วนเป็นหมี ใส่ถุงมืออีกต่างหาก กดปุ่มปรับตั้งกล้องก็ลำบากไปหมด มืดอีก เราจะไม่ชินกับการใช้กล้องในความมืดเลย ทั้งหมดนี้จะเป็นอุปสรรคให้คุณกว่าจะถ่ายได้ 1 ภาพ ใช้เวลานานมาก…

ซ้อมยังไง….

DCIM101GOPROGOPR8181.

เทคนิคการซ้อมคือ ถ้าไม่สะดวกออกนอกบ้าน ให้หาห้องในบ้านที่มีหน้าต่างส่องออกไปเห็นวิวได้ ปิดไฟห้องให้มืด ถ้ามีแอร์เปิดแอร์เย็นฉ่ำๆเลย แล้วใส่เสื้อกันหนาวถุงมือเต็มยศ ลองเข้าไปเซ็ตกล้องใส่ขาตั้งกล้อง คุณจะได้รู้ว่า พอใส่เสื้อผ้าเยอะๆชิ้นมาก้มๆเงยๆเซ็ตกล้อง มันอึดอัดมาก ถุงมือที่ใส่ ถ้ากดปุ่มไม่ได้ไปหามาใหม่เลย เพราะถ้าคุณต้องถอดถุงมือออกในสถานการณ์จริง ไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ๆ มือเปล่าในที่ที่หนาวระดับ 0 องศา แป๊บเดียวมือแหกแน่นวล 555 สิ่งที่คุณต้องทำคือ ฝึกปรับตั้งค่าต่างๆในที่มืดๆ โดยใช้ไฟฉายให้น้อยที่สุด ฝึกให้สายตาเราชินกับความมืด จำเมนู จำปุ่ม ตั้งค่าต่างๆของเครื่องให้ได้ ฝึกดูจอพรีวิว ว่าภาพที่ถ่ายได้ โฟกัสได้หรือยัง ฝึกอยู่ในสภาพที่อึดอัดกับเสื้อผ้าหนาๆ ถุงมือที่เกะกะไปหมด ตรงนี้ถ้าทำได้ โอกาสเซ็งตอนหลังจะน้อยลง และสุดท้าย ฝึกหาโฟกัสระยะใกล้ ไกล ในที่มืด ยึดจากขอบตึก ยอดไม้ ขอบฟ้า ฝึกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันจะช่วยลดเวลากับลดการสูญเสียโอกาสตอนเจอของจริงได้มาก ถ้าออกนอกบ้านได้ ก็ออกไปหาทุ่งโล่งๆมืดๆนอกเมืองเลย ระวังอันตรายหน่อยละกัน

เดินทางซะทีเถอะ…

บอกแล้วว่าบทความนี้มันยาว… มันต้องเล่าละเอียดๆตั้งแต่ก่อนไป เพราะมันมีหลายเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ ขอเล่าเรื่องการเดินทางนิดนึง เพราะนอกจากการไปนอร์เวย์เพื่อชมแสงเหนือแล้ว ยังมีธรรมชาติอย่างอื่นให้ชื่นชมอีกด้วย ผมเดินทางไปกับสายการบินนอร์วีเจียนแอร์ไลน์ เป็นเส้นทางการบินตรงจากกรุงเทพ ไปกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ สายการบินนี้เป็น low cost ถ้าจองล่วงหน้า 8-9เดือน ค่าตั๋วไป-กลับจะราคาถูกมาก หมื่นกว่าๆเท่านั้นเอง ขึ้นมาบนเครื่องจะพบว่า สจ๊วตและแอร์เป็นคนไทยหมดเลย สบายใจเรื่องการสื่อสาร มีอาหารแค่มื้อเดียวนะ ตลอดไฟล์ทความยาว 13 ชั่วโมง ถ้าหิวก็สั่งอาหารกินจ่ายเพิ่มได้ แต่เมนูจะเป็นอาหารฝรั่งซึ่งไม่อร่อย แนะนำให้ห่อข้าวถือขึ้นเครื่องมาด้วยดีกว่า หูฟังเอามาด้วย ไม่มีแจก แต่มีขาย 3.5 ดอลล่าร์ ก่อนถึงจะมี light meal เป็นเบอเกอร์อันเล็กๆ เสิร์ฟให้ป้องกันการหิวตายได้เล็กน้อย 555

เจอไฮไลท์โดยบังเอิญ

img_0088 img_0090

ระหว่างทางที่บินไปได้พบกับเรื่องตื่นเต้นโดยบังเอิญ เนื่องจากเป็นไฟล์ทเดินทางตอนกลางวัน ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ ก็นั่งชมวิวผ่านหน้าต่างเครื่องบินไปเรื่อยๆ มองไปมองมา เอ๊ะ! สิ่งที่เราเห็น นอกหน้าต่างทำไมมันไม่เหมือนก้อนเมฆ ดูภาพตามนะครับ ลักษณะรูปทรงมันเหมือนยอดเขา ผมก็นึกตำหนิตัวเอง ไอ้บ้า.. นี่เราบินอยู่ที่ความสูง 39,000 ฟิต คิดเป็นระยะทาง 11 กิโลเมตรสูงจากพื้นโลก จะมียอดเขาที่ไหนที่มันสูงขนาดนี้โผล่มาตรงหน้าต่างเครื่องบินได้บ้าง ถ้าจะมีก็คงเป็นยอดเขาเอเวอร์เรสละวะ คิดในใจเช่นนี้แล้วก็นึกได้ว่า เฮ้ย..มันอาจจะเป็นเอเวอร์เรสจริงๆก็ได้ เลยรีบกดดูกราฟฟิคเส้นทางการบิน ดูจากแผนที่แล้ว ใช่จริงๆด้วย เครื่องบินเรากำลังบินผ่าน เทือกเขาหิมาลัย ซึ่งมีเอเวอร์เรสเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด ผ่านแบบใกล้ๆจนเห็นยอดเขาจากหน้าต่างได้แบบนี้เลย สุดยอด… แต่สงสัยอย่างหนึ่งทำไมมีผมตื่นเต้นอยู่คนเดียว ฝร่งฝรั่งบนเครื่องนอนหลับกันทั้งลำไม่เห็นมีใครสนใจยอดเขาเอเวอร์เรสเลย หรือมันบินผ่านบ่อย เห็นกันจนชินตาหมดแล้ว 555
จากนั้นเราก็จะบินจากกรุงออสโลไปยังเมืองทรอมโซซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นพื้นที่โซนที่จะเห็นแสงเหนือได้ในยามค่ำคืน

ดูแสงเหนือที่ไหนได้บ้าง

aurora_-_30_minute_forecast_noaa_nws_space_weather_prediction_center_-_2016-11-29_23-21-22

http://www.swpc.noaa.gov/products/aurora-30-minute-forecast เว็บนี้ดีครับ รายงานแสงเหนือทุก 30 นาที เซฟใส่เครื่องเอาไว้เลย
ดูแสงเหนือได้หลายที่ครับ ถ้าเป็นยุโรปตอนเหนือก็ สวีเดน ฟินแลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ กรีนแลนด์ หรือจะไปดูที่ แคนาดาตอนเหนือ อลาสกา หรือรัสเซียตอนเหนือก็ได้เช่นกัน ที่นิยมคือ นอร์เวย์ กับ ไอซ์แลนด์ เค้าบอกว่า เป็นโซนที่กระแสน้ำอุ่นไหลผ่าน อากาศจะไม่โหดมาก แค่ 0 ถึง -10 องศา

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า วันไหนจะเห็นแสงเหนือ!

  

ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการที่จะบอกเราว่าวันไหนที่เราจะมีโอกาสได้เห็นแสงเหนือ แต่สมัยนี้มันเป็นยุคของอินเตอร์เน็ต ยุคแอปพลิเคชั่นแล้วครับ เราสามารถโหลดแอพมาดูพยากรณ์แสงเหนือได้ด้วยตัวเอง แอพมีชื่อว่า aurora forecast วิธีการดูคือให้ดูค่า KP index ซึ่งเป็นดัชนีวัดการสั่นสะเทือนของสนามแม่เหล็กโลก ถ้าตัวเลขของค่านี้สูง แสงเหนือก็จะเข้มข้นให้เราเห็นได้ชัดเจน มีค่าเฉลี่ยตัวเลขดังต่อไปนี้
0-1 ค่าต่ำมาก ไม่เห็นแสงเหนือแน่ๆ เข้าบ้านนอนได้เลย
1-2 โอกาสเห็น 50-50 เหมาะสำหรับออกมาลองกล้องซ้อมมือก่อนกันถ่ายจริง แต่อย่าหวังว่าจะได้รูปสวยๆ
2 ขึ้นไป เห็นแน่นอน ถ้าฟ้าเปิดไม่มีเมฆนะ
4-5-6-7 อันนี้ระเบิดเต็มท้องฟ้าแน่นอน กระโดดขึ้นรถได้เลย

กลับมาแชร์ประสบการณ์ต่อ..

ถึงทรอมโซแค่สองชั่วโมงแรกก็เจอแสงเหนือเลย…

ผมเดินทางมาถึงเมืองทรอมโซ วันแรก ติดต่อเช่ารถเสร็จเรียบร้อยออกจากสนามบินก็เป็นเวลาประมาณหกโมงเย็น ที่นี่พระอาทิตย์ตกตั้งแต่บ่ายสองครึ่ง ดังนั้นหกโมงเย็นนี่คือมืดค่ำแล้ว ระหว่างทางที่ขับรถไปบ้านพัก กดแอพดูค่า KP ได้ 1.3 เอ๊ะ.. น่าจะได้เห็นแสงเหนือนะ แต่ปัญหาคือเราไม่เคยเห็นแสงเหนือมาก่อนมองท้องฟ้าก็ไม่รู้ว่าตรงไหนมีแสงเหนือ น้องสตาฟทีมงานกรุ๊ปทัวร์ ที่ทำหน้าที่นำทางเราบอกว่า เดี๋ยวผมดูให้ครับพี่…
อ๊ะ.. ไหนบางเว็บบอกว่า แสงเหนือมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า!!
น้องบอกว่า เห็นสิพี่ มองตาเปล่าเห็นเลย เพราะพอเห็นแสงเหนือน้องก็ชี้ให้ดู อ๋อ.. มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
สรุปคือ แสงเหนือเห็นได้ด้วยตาเปล่านะครับ มันไม่ได้ดูยากเลย ง่ายมากๆ วิธีการคือมองขึ้นไปบนท้องฟ้า สิ่งที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ถ้าเป็นก้อนเมฆ รูปทรงจะคงที่แล้วลอยเคลื่อนตัวไปช้าๆ แต่ถ้าเป็นแสงเหนือ มันจะเป็นเส้นแล้วบิดตัว เปลี่ยนรูปทรงพริ้วไหวไปมาได้ คล้ายกับควันที่เคลื่อนตัวแบบสโลว์โมชั่น เพียงแต่เราดูด้วยตาเปล่ามันจะไม่เป็นสีเขียวแค่นั้นเองครับ มันจะเป็นสีเทาๆ แบบภาพนี้

แสงเหนือที่เราเห็นด้วยตาเปล่าเป็นแบบนี้…

ภาพนี้ผมใช้ภาพจากกล้องที่ถ่ายแสงเหนือจริงๆ แล้วมาปรับสีให้เป็นสีเทา นี่ครับเวลาคุณมองท้องฟ้าถ้าคุณเห็นแสงเหนือมันจะเป็นแบบในภาพนี้เลย อธิบายแบบนี้เข้าใจง่ายไหมครับ
เห็นแสงเหนือ…ก็ตั้งกล้องถ่ายสิครับ!!
ถือว่าผมโชคดีมากๆมาถึงทรอมโซ 1 ชั่วโมงแรกก็ได้เห็นแสงเหนือเลย บางคนมาตั้ง7-8วันไม่ได้เห็นแม้แต่แว้บเดียวก็ยังมี ด้วยความตื่นเต้นหยิบกล้องออกมาวางบนก้อนหินถ่ายกันตรงหน้าบ้านพักเลย หยิบขาตั้งไม่ทัน ใจมันร้อน!! ตั้งค่าตามที่หาข้อมูลมา iso 3200 f2.8 shutter 30sec เปิด timer 2วิด้วยกล้องจะได้ไม่สั่น ภาพที่ได้ออกมาภาพแรกในชีวิต เป็นสีเขียวฟุ้งๆลางๆ เย้!! ถ่ายแสงเหนือติดแล้วโว้ย! ช็อตแรกก็ได้เลย นี่คือผลของการเตรียมหาข้อมูลก่อนมา ถึงแม้ว่าเว็บนั้นจะบอกเรื่องไม่จริงว่ามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ค่าเซ็ตติ้งที่เค้าให้มาก็ใช้ได้จริง

นี่คือภาพแสงเหนือ ภาพแรกในชีวิตผม.. กล้องไม่นิ่ง แต่ได้เห็นสีเขียวในภาพ มันฟินมาก…

ลองปรับค่าในการถ่าย

หลังจากตั้งสติอันกระเจิดกระเจิงจากการเห็นแสงเหนือครั้งแรกในชีวิตแล้ว จากนั้นเราก็ขับรถออกมาหาลานโล่งๆมืดๆเพื่อตั้งกล้องถ่ายกัน คราวนี้เริ่มปรับแต่งค่าไปเรื่อยๆ เพื่อลองดูว่าถ่ายยังไงให้มันได้สีเขียวเข้มๆกับเชฟรูปทรงของแสงเหนือสวยๆ
ไล่จาก ลองลดค่า iso ลง จาก 3200 มา 1600 มา 800 จนถึง 400 ได้คำตอบว่า ค่า isoที่สูง จะได้ภาพท้องฟ้าที่สว่าง เป็นเนื้อสีเทาๆ ถ้า iso ต่ำ เนื้อในความมืดจะสีดำเข้มกว่า แต่แสงเหนือที่ได้ เขียวเท่ากัน ไม่แตกต่างกันเลย เริ่มงงนิดๆ เอ.. ทำไมฟ้าเข้มขึ้นแต่แสงเหนือสีไม่เข้มขึ้น
งั้นลองปรับสปีดชัตเตอร์ดู ลองเพิ่มเวลาก่อน เพราะคิดว่า ถ้าระยะเวลานานขึ้น สีสันอาจจะเข้มขึ้น ก็ลองเพิ่มชัตเตอร์เป็น 35 วิ ไปจนถึง 60วิ ผลที่ได้คือ ไม่เข้มขึ้นแฮะ เขียวเท่าเดิมเลย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ชัตเตอร์ที่นานขึ้น แสงเหนือจะยิ่งฟุ้งกระจายมากกว่าเดิม รูปทรงจะไม่เป็นเส้นเป็นลำ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะอะไรรู้มั้ยครับ เพราะว่าตัวแสงเหนือเนี่ย..มันมีการบิดตัวเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา พอเราตั้งเวลาชัตเตอร์นานขึ้น มันก็จะมีช่วงเวลาเปลี่ยนรูปทรงในภาพมากขึ้น ทำให้มันฟุ้งกระจาย ไม่สวยครับ แสงเหนือที่สวยต้องเป็นเส้นมีรูปทรงที่ค่อนข้างชัดเจน


จบคืนแรกด้วยการได้บทเรียนมาหลายข้อแต่ผลงานการถ่ายภาพแสงเหนือของผมยังไม่โอเค ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ
สิ่งที่ได้จากการถ่ายคืนแรกคือ

  • แสงเหนือเห็นได้ด้วยตาเปล่า(โว้ย) ไปอ่านที่ไหนมามันบอกว่าไม่เห็น ไม่ใช่เลย เพียงแค่ว่า ค่าKPต่ำๆมันจะเห็นลางๆไม่ค่อยชัดแค่นั้นเอง
  • การถ่ายภาพในที่มืด เป็นอะไรที่ยากมาก จะเล็งมุมกล้อง จะปรับตั้งค่าอะไร ถ้าไม่คุ้นเคยกล้อง ไม่แม่นเรื่องเมนู ลำบากจริงๆ เหนื่อยมาก
  • ไฟฉายให้ใช้เท่าที่จำเป็น ไม่ควรเปิดทิ้งไว้ เพราะเปิดทีนึง คนที่ตั้งกล้องถ่ายอยู่ข้างๆเราจะร้องโอ้ยทันที เพราะแสงไฟฉายจะไปกวนกล้องเขา แต่พออยู่ที่มืดนานๆจะชิน จะมองเห็นได้เยอะขึ้น
  • iso เยอะไป ไม่ดี ฟ้าจะเป็นสีเทา ไม่ดำเข้ม ไม่สวย
  • Speed Shutter นานไปไม่ดี แสงเหนือจะฟุ้ง รูปทรงไม่สวยงาม เปิดน้อยๆแสงเป็นลำสวยกว่า
  • เรื่องความเข้มของสีเขียวที่ถ่ายได้ อย่าไปกังวลกับมัน มันขึ้นอยู่กับค่า KP เราปรับกล้องแค่ไหนมันก็เขียวเท่าเดิม
  • Noise reduction กล้องที่มีเมนูนี้ ไม่ต้องเปิดใช้นะ ไม่เวิร์ค มันทำให้ภาพเพี้ยนๆไป เสียเวลาถ่ายอีกต่างหาก
  • HDR ตอนแรกคิดว่า เปิด HDR สีสันน่าจะเข้มขึ้น ปรากฎว่า เปิด HDR แล้วภาพเละไปเลยครับ เพราะมันถ่าย3ครั้ง แต่แสงเหนือไม่ได้อยู่นิ่ง ก็เลยเละเลย อย่าเปิด
  • การปรับโฟกัส ตอนแรกคิดว่า infinity ก็น่าจะได้แล้ว ผลปรากฎว่า ไม่ได้ ภาพยังดูเบลอๆอยู่ แล้วต้องปรับยังไงเนี่ย!!
  • ถ่ายภาพในที่หนาวๆ แล้วต้องใส่ถุงมือ หงุดหงิดมาก หยิบจับกดปุ่มไม่ถนัดเลย ถอดถุงมือก็หนาวอีก เจ็บมือไปหมด ถ้ามีถุงมือแบบบางๆที่กันหนาวดีๆ แล้วเปิดเฉพาะนิ้วชี้ไว้กดปุ่มสั่งงานกล้องจะดีมาก…

เช้าวันแรกที่ทรอมโซ

บ้านที่เราไปพักที่เมืองทรอมโซ เป็น Home stay นะครับ ค่าที่พักหัวละ 500โคลน(เงินนอร์เวย์)ต่อวัน  อยู่ติดริมน้ำออกมานอกเขตเมือง วิวทิวทัศน์สวยงามมากๆ กลางวันเราก็ไปเที่ยวในเมือง ช่วงที่ผมไปเดือนพฤศจิกายนพระอาทิตย์ขึ้นตอน 9.30 มีเวลาตอนกลางวันนิดเดียว แค่ออกไปหาข้าวกิน ขับรถขมวิว ซื้อของซุปเปอร์มาเก็ตมาทำกับข้าวกินตอนเย็น 14.30 ฟ้าก็จะเริ่มมืดแล้ว กิจกรรมตอนกลางวันที่นี่จึงน้อย เน้นล่าแสงเหนือกันตอนกลางคืน

อันนี้คือวิวหลังบ้าน เป็นท่าเรือเล็กๆ มีบริการออกทะเลไปชมปลาวาฬได้ ค่าชมประมาณ 5000บาท/คน

ภรรยาผม คุณหวาน เธอคือต้นความคิดที่จะมาล่าแสงเหนือ พาผมมาอเมซซิ่งกับชีวิต

ภาพตัวเมืองทรอมโซ แสงที่เห็นนี้คือเวลา 14.30 น. ฟ้ากำลังจะมืด เราจะขึ้นไปยอดเขาเพื่อถ่ายภาพมุมสูงกัน

วิวตัวเมืองยามค่ำคืน สวยมั้ย… โคตรหนาวเลย อากาศบนยอดเขาประมาณ -20องศา ลงเขาไปล่าแสงเหนือกันดีกว่า

ล่าแสงเหนือคืนที่สอง

การถ่ายภาพแสงเหนือคืนที่สอง วันนี้ ค่าแสง 2KP  เราขึ้นไปถ่ายกันบนเนินเขา วันนี้ได้ภาพที่เข้มขึ้นเล็กน้อย ยืดค่าเซ็ตติ้งอยู่ที่ iso1600 ชัตเตอร์แค่ 10วิพอ พอใช้ค่าเซ็ตติ้งต่ำๆแล้วพบว่า เส้นของแสงเหนือที่ได้สวยขึ้น เป็นทรงมากขึ้น แต่ทำไมมันเขียวมากขึ้นตรงนี้ผมเริ่มเข้าใจนิดๆว่า มันขึ้นกับค่า KP พอค่ามันสูงขึ้น เราจะถ่ายออกมาได้เขียวขึ้น วันนี้ค้นพบวิธีโฟกัสด้วย เนื่องจากเจ้าGH4 ของผม เวลาปรับเป็นแมนนวลโฟกัส มันจะขึ้นระยะบนจอด้วย และเมื่อเราโฟกัสตรงไหนได้มันจะขึน zebra ยิบๆบนจอให้เห็น ทำให้โฟกัสดาวได้ หรือโฟกัสยอดเขาที่เป็น foreground ได้ ทำให้คืนที่สองภาพที่ได้มีโฟกัสที่ดีขึ้น แต่ถามว่าดีที่สุดหรือยัง ผมว่ายังนะ…

คืนที่สอง ร่างกายปรับสภาพกับการทนความหนาวได้ดีขึ้น เริ่มชินกับการก้มๆเงยๆถ่ายภาพแสงเหนือ มองท้องฟ้า เริ่มเข้าใจเส้นทางการเคลื่อนตัวของแสงเหนือมากขึ้น พอเดาทางออกว่ามันจะไปทางไหน จังหวะไหนมันโหม จังหวะไหนมันแผ่วตัวลง

พอแสงเหนือมันเริ่มจางลง เราก็ลองเปลี่ยนแนว มาถ่ายภาพแบบ night scape ถ่ายกลางคืนให้สว่างเหมือนกลางวัน โดยยึด iso 1600 เหมือนเดิม แต่หันกล้องไปตามทางแสงของพระจันทร์คืนเดือนหงาย เพิ่มสปีดชัตเตอร์เป็น 40 วิ ได้ภาพออกมาแบบนี้ มีแสงเหนือปนๆมาด้วย แปลกดี

ผมลองถ่าย gopro 5 ด้วย พบว่า gopro ถ่ายง่ายมากครับ เลือกเป็นโหมด night shot แล้วตั้ง iso 1600 ชัตเตอร์ 30วิ แล้วกดถ่ายเลย เออ.. ภาพออกมาใช้ได้เลยครับ ข้อดีของโกโปรคือ มุมกล้องมันกว้าง เล็งง่าย และอีกอย่างคือ ไม่ต้องโฟกัส โกโปรมันชัดทุกระยะอยู่แล้ว จากนั้นลองทำ nightlapse ด้วยเลย ตั้งโกโปรให้มันถ่ายต่อเนื่อง ตั้งทิ้งไว้เกือบ2ชั่วโมง ได้ภาพแสงเหนือมา 219 เฟรม เอามาทำเป็น pict sequence เข้าโปรแกรมตัดต่อเรียงกันออกมาเป็นวิดีโอ ได้ภาพแสงเหนือวิ่งแบบเคลื่อนไหวแบบนี้

คลิปนี้ฝีมือการถ่ายของน้องท็อป เพื่อนร่วมทริปครับ ถ่ายหน้าบ้านพักเลย เป็น night lapse เหมือนกัน

ต่อไปนี้เป็นภาพนิ่งแสงเหนือที่ถ่ายด้วย Gopro สังเกตว่าโฟกัสมันได้ ทุกรูปเลย

เทคนิคการถ่ายภาพบุคคลกับแสงเหนือ

ภาพตัวเรากับแสงเหนือ อันนี้เป็นสุดยอดปราถนาของทุกคนที่เดินทางไปล่าแสงเหนือ ถามว่า ถ่ายยังไง ในเมื่อสถานที่มันมืดตึ๊ดตื๋อขนาดนั้น จะเห็นหน้าเราได้อย่างไร เปิดแฟลช! ไม่ใช่ครับ เทคนิคการถ่ายคือ ต้องใช้ไฟฉาย กวาดแบบอาบลงไปบนร่างเราเป็นเวลา 1-2 วินาที แล้วรีบกวาดออก อย่าแช่นะ ภาพเว่อร์แน่นอน ต้องลองสุ่มถ่ายดูหลายๆรูปหาจังหวะของปริมาณแสงที่พอดีที่สุด เพื่อให้เห็นตัวเรา และแสงเหนือยังคงเห็นอยู่ด้วย

ถ่ายมาสองวันเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น แต่ยังไม่สุด..

คืนที่สาม

วันนี้ตอนกลางวันเราพากันขับรถวิ่งข้ามเขตมายังประเทศฟินแลนด์ ได้เห็นวิวข้างทางระดับ super view ที่ทำให้ฟินมากๆ

คุณ pexkung เอาโดรน dji mavic ขึ้นบินด้วย ได้ภาพสวยๆท่ามกลางหิมะอันหนาวเย็น จุดพีคของการถ่ายแสงเหนือ อยู่ที่วันนี้ครับ ขับรถไป 2ร้อยกว่ากิโลจนถึงฟินแลนด์ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะฟินจริงๆ แวะกินข้าวเสร็จก็ฟ้ามืดพอดี กดดูแอพ เฮ้ย!! วันนี้ 4KP เลย เดินออกจากร้านอาหารมองขึ้นไปบนฟ้า เห็นแสงเหนือด้วยตาเปล่าเป็นเส้นสีเขียวเลยครับ

** เห็นมั้ยครับ ค่า KP ที่สูงระดับ 3-4 คุณจะเห็นแสงเหนือเป็นสีเขียวด้วยตาเปล่าเลย **
โอ้ว.. ค่า KP สูงๆ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ขนาดตาเปล่ายังมองเห็นเป็นสีเขียวได้ ลองหยิบเอา iPhone 7 ขึ้นมาถ่ายดู ได้ภาพออกมาเป็นแบบนี้เลยครับ


ภาพนี้ได้เป็นการพิสูจน์ว่า มือถือถ่ายแสงเหนือได้นะครับ ถ้าค่าความเข้มของแสงมากพอ
จากนั้นเราก็รีบขับรถออกจากเมืองไปหาที่มืดเพื่อถ่ายแสงเหนือกัน แสงสีเทาๆเขียวๆวิ่งพล่านเต็มท้องฟ้า วันนี้ผมลดค่าเซ็ตติ้งลงไปอีก iso800 ชัตเตอร์ 6วินาที ออกมาเขียวปั๊ดเลย..สุดยอด ถึงตรงนี้บรรลุแก่ธรรมแล้วครับ ว่า ถ้าค่าแสงเหนือมันเข้มมากพอ ตั้งค่าน้อยๆก็ถ่ายออกมาได้สวย สีสันเข้มข้น แบบง่ายๆเลย


แถมวันนี้ เป็นวัน Half moon พระจันทร์ครึ่งดวงอีก เลยได้ลองถ่ายอะไรแปลกๆ ลองทำ night scape ครับ ถ่ายกลางคืนให้เป็นกลางวัน โดยถ่ายให้พระจันทร์อยู่ในเฟรม แล้วเปิดชัตเตอร์เพิ่มเป็น 10วิ แสงจากพระจันทร์ช่วยย้อมท้องฟ้าและพื้นดินตอนกลางคืนให้สว่างขึ้นมา


อย่างรูปนี้มีแสงเหนือด้วย มีคนยืนอยู่ด้วย แล้วก็มีพระจันทร์ด้วย สุดยอดเลย
แสงสว่างจากดวงจันทร์ ยังช่วยให้เราปรับโฟกัสกล้องได้ง่ายขึ้นด้วย อันนี้เป็นข้อดี แต่บางรูปของผมก็ยังเบลออยู่

จากการถ่ายภาพแสงเหนือมาสามคืน
สรุปเป็นความรู้ได้ดังนี้

คัมภีร์แห่งความสำเร็จในการล่าแสงเหนือ

1. ไม่ต้องไปดิ้นรนปรับค่าเซ็ตติ้งของกล้องให้แสงเหนือมันเข้มขึ้น ถ้าสีมันไม่เข้ม เราปรับให้ตายยังไงมันก็ไม่เข้ม ได้แค่ไหนแค่นั้นจริงๆ ลด iso ลงให้เหมาะสมเอาท้องฟ้าให้ดำมืดแบบสวยๆ คอนทราสคมๆ และลดสปีดชัตเตอร์เพื่อเก็บรูปร่างเชฟของแสงเหนือที่ไม่ฟุ้งจะดีกว่า
2. ค่า KP สำคัญที่สุด วันไหนได้ต้วเลขสูงๆ คุณจะได้ภาพแสงเหนือแบบสีเขียวเข้มๆสวยๆเลย ดังนั้น ก่อนเดินทางคุณควรเลือกวันที่มีแนวโน้มค่า KP สูงๆ ถ้าได้วันที่ค่า KP 3-4 คุณจะอิ่มเอม ถ้าโชคดีเจอ KP 8-9 คุณจะได้เก็บภาพแสงเหนือระเบิดเต็มท้องฟ้า ตายตาหลับแน่นวล 555
3. ในวันที่ kp ต่ำกว่า 2 ลงมา ตั้งค่าisoเต็มที่ 1600 ชัตเตอร์ ไม่เกิน 15 วิพอ อย่าเกินจากนี้ ไล่ถ่ายเก็บประสบการณ์อย่างอื่นแทน เช่น การปรับโฟกัส การวางตำแหน่งกล้อง จัดคอมโพสของแสงเหนือในตำแหน่งต่างๆ ให้ถือเป็นวันซ้อม แต่ถ้าวันไหนค่า kp เยอะๆ ให้ลด iso มา800 หรือ 400 เลย ชัตเตอร์ 6-10 วิ แล้วจัดภาพออริจินัลของคุณไว้ออวดเพื่อนได้เลย
4. ส่วนที่ยากที่สุดในการถ่ายแสงเหนือ ไม่ใช่เซ็ตติ้ง แต่เป็นการโฟกัสต่างหากที่ยากที่สุด ซ้อมตรงนี้ให้ดีๆเลยก่อนมา เพราะถ้าคุณตั้งค่าถูกต้อง แต่ถ่ายออกมาโฟกัสไม่คม ก็หมดความหมาย
5. กล้องที่ชัวร์ที่สุด คือ gopro มันถ่ายได้แน่ๆ โฟกัสได้แน่ๆ ถ้ามีติดตัวไปด้วย มันช่วยคุณได้เยอะ ทำคลิปวิดีโอ Night lapse ได้ด้วย
6. เลิกเชื่อเว็บ หรือโพสที่บอกว่า แสงเหนือมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น และสมาร์ทโฟนถ่ายไม่ติด
7. ขาตั้งกล้อง อย่าเอาตัวถูกๆ ป็อกแป๊กมา เจอลมเข้าไปกระเด็นล้มฟาดกล้องแตกมาหลายคนแล้ว ให้เอาตัวที่บึกบึนแข็งแรงมา หนักก็ทนแบกมาหน่อย มันช่วยได้เยอะจริงๆ ขาตั้งกล้องนี่คือปัจจัยแห่งความสำเร็จเลย

8. เส้นผมบังภูเขา สิ่งหนึ่งที่ทุกคนคิดไม่ถึงคือ สายคล้องคอกล้อง เอาออกไปเลยนะครับ ในขระที่คุณตั้งกล้องบนขาอย่างมั่นคง ถ้าคุณไม่เอาสายคล้องคอที่กล้องออก ลมพัดมา สายปลิวไหวเล็กน้อยก็มีผลต่อโฟกัสแล้ว ตอนแรกผมมานั่งงง เองทำไมยังหลุดโฟกัสอยู่นิดๆ นึกได้รีบถอดสายคล้องกล้องเลย
9. อุปกรณ์กันหนาว งานนี้ต้องลงทุน จัดของมีคุณภาพดีๆ เพราะคุณต้องอยู่ข้างทางตอนกลางคืนนานเป็นชั่วโมงๆ ชั้นในลองจอนฮีทเทค กางเกงบล็อคเทค เสื้อฟลีซ ปิดท้ายด้วยเสื้อดาวน์กันลม หมวกที่มีปิดหู ผ้าพันคอเนื้อ wool แบบปิดจมูกได้ ถุงมือwool100% ไม่ต้องหนา เอาที่กดปุ่มง่ายๆ แตะหน้าจอมือถือได้ และรองเท้าเอาแบบที่เป็น isolate กันน้ำกันหิมะ ไม่งั้นไม่รอด เพราะกลางคืนเราต้องอยู่ข้างนอกเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 2-3ชั่วโมง
10. หาเวลาซ้อมก่อนมาเจอของจริง ให้ขับรถไปนอกเมืองมืดๆ ซ้อมปรับตั้งกล้องในที่มืด ปรับแต่งเมนูตั้งค่าต่างๆให้เคยชิน ฝึกเรื่องปรับโฟกัสให้มากที่สุด และฝึกมองท้องฟ้ามืดๆมาด้วย จะช่วยให้คุณพร้อมยิ่งขึ้นเมื่อมาเจอของจริง จะได้ไม่งกๆเงิ่นๆให้เสียเวลาเหมือนผม

ขอบคุณเพื่อนร่วมทริป ที่อยู่บ้านเดียวกัน เราไม่รู้จักกันมาก่อน โคจรมาทัวร์เถื่อนด้วยกัน แต่สนุก เข้ากันได้ดีมาก

และนี่คือเรื่องราวของประสบการณ์ในการถ่ายภาพแสงเหนือทริปนอร์เวย์ที่ผมได้เดินทางไปประสบมา ก่อนไปผมไปค้นข้อมูลศึกษาหาความรู้แล้วพบว่า ยังมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอยู่มาก เลยตั้งใจที่จะเขียนความจริงในมุมที่ผมเจอ ให้ทุกคนได้ใช้ประสบการณ์จากผม ปัญหาที่ผมเจอ สิ่งที่ผมแก้ไข เป็นตัวช่วยให้คุณเตรียมความพร้อมได้มากที่สุด ที่จะมาถ่ายภาพแสงเหนือ ขอให้ทุกท่านสนุกสนานกับทริปของคุณครับ สำหรับตัวผมเอง ทริปที่ผ่านมา ภาพถ่ายที่ได้ยังไม่เป็นที่น่าพอใจมากนัก ภาพส่วนใหญ่ที่ผมถ่าย โฟกัสไม่ค่อยเข้า เลนส์ก็วายด์ไม่มากพอ งานนี้น่าจะมีทริปสองเพื่อไปแก้ไขให้สมบูรณ์กว่าเดิม ว่าแต่ใครจะไปกับผมบ้าง หาเวลาไปก่อนนะ อิอิ